วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

โครงสร้างทางสังคม

โครงสร้างทางสังคม (Social Structure)

หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ของสถาบันต่างๆในสังคม
โดยมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่มีบรรทัดฐานของสังคม
เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพื่อทำให้คนในสังคมอยู่กันอย่างสงบสุข

ลักษณะโครงสร้างทางสังคม
โครงสร้างของสังคมมีลักษณะดังนี้
       1. มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก หมายถึง สมาชิกในสังคมมีการปฏิสัมพันธ์กัน
          เช่น การสนทนากันการประชุม การคบหาสมาคม การทำกิจกรรมร่วมกัน
      2. มีกฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนของการติดต่อสัมพันธ์กัน
         หมายถึง มีระเบียบแบบแผนข้อบังคับให้บุคคลในสังคมยึดถือร่วมกันเพื่อทำให้การติดต่อเป็นไป 
         ด้วยความเรียบร้อย เช่นการปฏิบัติระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือระหว่าง
         ครูกับศิษย์เป็นต้น
     3. มีจุดมุ่งหมายในการติดต่อสัมพันธ์กัน การที่สมาชิกในสังคมมีการติดต่อสัมพันธ์กันต้องมี 
        เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เป็นตัวกำหนด ซึ่งอาจจะเป็นเป้าหมายเฉพาะตัวหรือเป้าหมายรวม
    4. มีการเปลี่ยนแปลงได้โครงสร้างของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหากมีสิ่งที่ทำให้
        ส่วนต่างๆของสังคมเปลี่ยนแปลง 

องค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคม
โครงสร้างสังคมมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ
     1. การจัดระเบียบทางสังคม
    2. สถาบันทางสังคม

องค์ประกอบโครงสร้างทางสังคม
มีองค์ประกอบ 2 ส่วนที่สำคัญ  ได้แก่ กลุ่มสังคม (Social Groups) และ สถาบันสังคม (Social Institutions)
สถาบันสังคมที่สำคัญ สถาบันสังคม แยกได้ 7 สถาบัน   ดังนี้                        
1.  สถาบันครอบครัว
2.  สถาบันการศึกษา
3.  สถาบันศาสนา
4.  สถาบันเศรษฐกิจ
5.  สถาบันทางการเมืองการปกครอง
6.  สถาบันนันทนาการ
7.  สถาบันสื่อสารมวลชน

องค์ประกอบของการจัดระเบียบมีดังนี้
บรรทัดฐาน 
สถานภาพ 
บทบาท 
การขัดเกลาทางสังคมและค่านิยม 
การควบคุมทางสังคม 

บรรทัดฐานทางสังคม    หมายถึง  ระเบียบ กฎเกณฑ์  หรือแบบแผนของพฤติกรรมที่สังคมยอมรับเป็นแนวทางให้สมาชิกประพฤติปฏิบัติในแต่ละสถานการณ์   

     ประเภทของบรรทัดฐานทางสังคม
           1. วิถีประชา/วิถีชาวบ้าน (Folkways)  หมายถึง  แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติ
               ด้วยความเคยชิน เนื่องจากได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดมาตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่  แม้ว่าจะไม่
               มีการกำหนดโทษผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด  แต่อาจถูกคนอื่นเยาะเย้ย ถากถาง หรือได้
               รับการนินทา ทำให้สมาชิกต้องปฏิบัติตามวิถีชาวบ้าน  จนเกิดความเป็นระเบียบทางสังคม
               ในที่สุด
          2. จารีต  (Mores) หมายถึง  แบบแผนความประพฤติที่สมาชิกปฏิบัติในสถานการณ์ต่าง ๆ  โดย
              ผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนจะได้รับการต่อต้านจากสมาชิกในสังคมอย่างจริงจัง เนื่องจากมีผลกระทบต่อ
              ระบบสัมพันธ์ของสมาชิกเป็นส่วนรวม
         3. กฎหมาย (Laws)  หมายถึง  กฎเกณฑ์ของความประพฤติซึ่งสร้างขึ้นโดยองค์การทาง
             การเมือง การปกครอง และโดยได้รับการรับรองจากองค์กรของรัฐกฎหมายเป็นกฎเกณฑ์
             ความประพฤติที่มีลักษณะสำคัญ  ดังนี้
                 1) เป็นกฎเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติของสมาชิกในสังคมที่บัญญัติเป็นทางการโดยองค์การ 
                     ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการบัญญัติกฎหมาย
                2) มีการประกาศรายละเอียดของกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
                3) มีองค์การที่หน้าที่ควบคุมให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหมาย
                4) มีบทลงโทษผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมาย         


สถานภาพ (Status) :  ตำแหน่งที่ได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคมหรือฐานะทางสังคม  (Social Position)  ของคนในสังคมที่ถูกกำหนดไว้และดำรงอยู่ 

สถานภาพทางสังคม  หมายถึง  ตำแหน่งของบุคคลซึ่งได้มาจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มและของสังคม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดระเบียบสังคม  เนื่องจากการกระทำระหว่างสมาชิกในสังคมย่อมเป็นไปตามสถานภาพที่ตนดำรงอยู่
ประเภทของสถานภาพทางสังคม
1) สถานภาพทางสังคมโดยกำเนิด (Ascribed Status) เป็นสถานภาพทางสังคมที่สมาชิกได้รับโดยกำเนิด ที่สำคัญได้แก่ เชื้อชาติ สัญชาติ เพศ (ชายหรือหญิง) อายุและสถานภาพอันเกิดจากการเป็นสมาชิกในครอบครัว เหล่านี้นับเป็นสถานภาพโดยกำเนิดทั้งสิ้น
2) สถานภาพทางสังคมโดยความสามารถของบุคคล  (Achieved Status)  เป็นสถานภาพทางสังคมที่เกิดจากการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสถานภาพ โดยถือความสามารถตามเกณฑ์ที่สังคมกำหนด
3) ผลอันเกิดจากสถานภาพทางสังคม  มีดังนี้
(1) ทำให้เกิดสิทธิและหน้าที่
(2) ทำให้เกิดเกียรติยศจากสถานภาพทางสังคมที่สมาชิกดำรงอยู่
(3) ทำให้เกิดการจัดช่วงชั้นทางสังคม

บทบาท  (Role)  :   หน้าที่/พฤติกรรมที่ปฏิบัติตามสถานภาพที่ได้รับ การปฏิบัติบทบาทตามสถานภาพที่เหมาะสมและถูกต้องทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคม ดำเนินไปได้ด้วยดี

บทบาททางสังคม
1. บทบาททางสังคมเป็นการกระทำตามสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดในสถานภาพทางสังคม บทบาทและสถานภาพทางสังคมจะทำให้การกระทำระหว่างกันทางสังคมของสมาชิกดำเนิน ไปอย่างสอดคล้องกลมกลืน และช่วยให้การดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมมีความราบรื่น
2. ความสำคัญของบทบาททางสังคม
บทบาททางสังคมก่อให้เกิดการกระทำตามสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกในสังคมตาม สถานภาพที่ตนดำรงอยู่ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนการรับและการให้ประโยชน์ระหว่างกัน หากปราศจากการกำหนดบทบาททางสังคม รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมคงจะขาดระเบียบแลปราศจากทิศทางแน่ นอน
บทบาทขัดกัน
สมาชิกในสังคมแต่ละคนมีบทบาทหลายอย่างในเวลาเดียวกัน และการในกระทำอีกบทบาทหนึ่งอาจจะขัดกับอีกบทบาทหนึ่งก็ได้ การขัดกันในบทบาทย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ สมาชิกในสังคมต้องตัดสินใจ   ตามวาระและโอกาสที่เกิดขึ้น
ข้อสังเกต
1. สถานภาพ – บทบาทเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสังคม
2. ทุกคนย่อมมีสถานภาพของตนเองและมีหลายสถานภาพ
3. สถานภาพบางอย่างเป็นสถานภาพที่ต่อเนื่อง
4. ยิ่งสังคมซับซ้อนเพียงใด  บทบาทยิ่งแตกต่างไปมากขึ้นเท่านั้น
5. โดยปกติสถานภาพจะบ่งถึงบทบาทเสมอ  แต่ในบางสถานการณ์มีสถานภาพอาจไม่มีบทบาทก็ได้
6. การมีหลายสถานภาพก่อให้เกิดหลายบทบาท  บางครั้งก็อาจทำให้เกิดบทบาทที่ขัดแย้ง  

การขัดเกลาทางสังคมและค่านิยม
การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง  การถ่ายทอดวัฒนธรรมแก่สมาชิกวิธีการขัดเกลาทางสังคม
การขัดเกลาทางสังคม  คือ  การปลูกฝังระเบียบวินัย ความมุ่งหวังให้รู้จักบทบาทและทัศนคติ ความชำนาญหรือทักษะ ทั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ด้วยดี การขัดเกลาทางสังคมช่วยให้สมาชิกได้เรียนรู้ และปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมอาชีพหรือสื่อมวลชนต่าง ๆ  เหล่านี้จะทำให้การกระทำต่อผู้อื่นเป็นไปอย่างเหมาะสมรู้จักปฏิบัติตนในฐานะ สมาชิกที่ดีของสังคม  ซึ่งจะช่วยให้สังคมมีระเบียบเพิ่มขึ้น

1. การขัดเกลาโดยตรง  :  โดยการบอกว่าสิ่งใดควรทำ  สิ่งใดไม่ควรทำ
2. การขัดเกลาโดยอ้อม :   ไม่ได้บอกโดยตรง  แต่เราเรียนรู้จากการ กระทำของคนอื่น  หรือ  ซึมซับจากสื่อ  เช่น  หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, วิทยุ ฯลฯ

ค่านิยม
ค่านิยม (Social Value)  :  สิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับและเห็นว่ามีคุณค่า   เพราะว่าเป็นความสัมพันธ์ที่สังคมยอมรับ หรือเราอาจจะเรียกว่า “กระแสทางสังคม”  ก็ได้
ค่านิยมมีทั้งของบุคคล  และ  ค่านิยมของสังคม
ค่านิยมของสังคม
ค่านิยมของสังคม  บางทีเรียกว่า (ระบบคุณค่าของสังคม) หรือ (สัญญาประชาคม)
ค่านิยมของสังคม  เป็นหัวใจหรือเป้าหมายที่สังคมปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้น เช่น  เสรีภาพ  ความรักชาติ  ความดี  ความยุติธรรม

การควบคุมทางสังคม
การควบคุมทางสังคม (Social Control)
เป็นกระบวนการทางสังคมในการจัดระเบียบพฤติกรรมมนุษย์/สมาชิกในสังคมให้ สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งการไร้ระเบียบทางสังคม (Social Disorganization) นอกจากนี้ยังต้องรู้อีกหลายๆ เรื่อง เช่น ปรากฏการณ์ทางสังคม (Social Phenomena) ว่ามีความเป็นมาอย่างไร หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) ว่าจะมีแนวโน้มเป็นไปในทางใดและอะไรเป็นปัจจัยผลักดันเป็นต้น และที่สำคัญที่สุดของสังคมได้แก่ วัฒนธรรม=ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในสังคม อันเป็นแบบแผนของพฤติกรรมที่สังคมยอมรับและสืบทอดกันต่อๆ มา
1. การควบคุมทางสังคม  หมายถึง  กระบวนการต่าง ๆ  ทางสังคมที่มุ่งหมายให้สมาชิกของสังคมยอมรับและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม
2. ลักษณะของการควบคุมทางสังคม
1) การควบคุมทางสังคมโดยการจูงใจให้สมาชิกปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ได้แก่ การ ยกย่อง ชมเชย ให้รางวัลแก่ผู้ที่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม ตามสถานภาพและบทบาททางสังคมที่ตนดำรงอยู่
2) การควบคุมทางสังคมโดยการลงโทษสมาชิกละเมิดฝ่าฝืนบรรทัดฐานทางสังคม  ได้แก่
(1) ผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนวิถีชาวบ้าน จะได้รับปฏิกิริยาต่าง ๆ  จากสมาชิกผู้อื่น  ได้แก่  การถูกติเตียน นินทา
(2) ผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืนจารีต  จะได้รับการต่อต้านสมาชิกผู้อื่นรุนแรงกว่าผู้ที่ละเมิดวิถีชาวบ้าน เช่น การถูกประชาทัณฑ์ หรือขับไล่ออกไปจากท้องถิ่น
(3) ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย  จะได้รับการลงโทษตามกฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมบทลงโทษอย่างชัดเจน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น